ทัวร์วัด

คารวะธรรม คือ การเคารพนับถือในสิ่งสำคัญ 6 อย่าง

คารวะธรรม คือ การเคารพนับถือในสิ่งสำคัญ 6 อย่าง

คารวะธรรม คือ การเคารพนับถือในสิ่งสำคัญ 6 อย่าง
April 30
01:37 2011

อยากรู้เห็นอวิชชา อยากรู้จักอวิชชาโอฆะในเบื้องต้น จะทำตนให้มีคารวะธรรม

คารวะธรรม คือ การเคารพนับถือในสิ่งสำคัญ 6 อย่าง ได้แก่

1. พุทธคารวะตา คือ มีความเคารพนับถือพระพุทธเจ้าผู้บำเพ็ญบุญบารมีได้ครบ 30 ประการ ผู้เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธาปสาทะ ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ซึ่งมีคุณสมบัติ 3 ประการ มีพระบริสุทธิคุณ มีพระปัญญาธิคุณ และมีพระมหากรุณาธิคุณแก่สัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อมีพุทธคารวะตาในเบื้องต้นแล้ว สิ่งอื่นๆ จึงจะเป็นไปได้ และสุดท้ายก็จะรู้จักศึกษาในเรื่องของพระพุทธเจ้า

2. ธรรมคารวะตา คือ เคารพเชื่อฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าปฏิบัติตามแล้วพ้นจากทุกข์ได้จริง บริสุทธิ์ได้จริง ซึ่งมี 2 ประการ คือ พระธรรมและพระวินัย พระธรรมนั้นเป็นคำสั่งสอนเพื่อให้เกิดปัญญาพ้นทุกข์ได้จริง ส่วนพระวินัยนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้ง 2 ประการ ท่านว่าเป็นแสงสว่างในโลก

3. สังฆคารวะตา คือ เคารพในพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระอริยะสงฆ์ การมีความเชื่อความเลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยคบหาสมาคมกับพระสงฆ์ เพื่อขอคำแนะนำฟังธรรมจากท่าน ก็จะได้ดวงตาเห็นธรรม บารมีก็จะแก่กล้าขึ้น ความสุขหลุดพ้นก็จะเป็นที่สมหวังได้

4. สิกขาคารวะตา คือ เคารพในการศึกษาธรรม 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เคารพในไตรสิกขา คือศึกษาธรรมโดยการปฏิบัติบูชา คือรักษาศีลพรหมจรรย์ และทำความเพียร ฝึกอบรมจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อเจริญปัญญาให้แก่กล้าเป็นภาวนามยปัญญา

5. ปฏิสันถารคารวะตา คือ เคารพในปฏิสันถารต้อนรับด้วยธรรม เมื่อพระเจ้าพระสงฆ์ท่านปฏิบัติและบำเพ็ญจนรู้ธรรมเห็นธรรมและเข้าใจธรรมของพระพุทธเจ้า ท่านจะเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า ของพระอริยะสงฆ์ ของครูบาอาจารย์ทางธรรม มาต้อนรับคณะศรัทธาญาติโยมผู้ไปมาหาสู่ หากผู้ไปหามีปฏิสันถารคารวะตา ก็จะได้ประโยชน์จากธรรมนั้น

6. อัปมาทะคารวะตา คือ เคารพในความไม่ประมาท คือไม่ดูถูก ดูหมิ่น เลินเล่อ หรือละเลย ในการศึกษาและกิจอันควรทำ หมายถึง การบำเพ็ญตนให้มีคารวะธรรมทั้ง 5 ประการข้างต้น

มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ถ้ายังไม่มีคารวะธรรมในเบื้องต้นก่อน โอกาสจะพ้นทุกข์หรือพ้นจากอวิชชาโอฆะหรือพ้นไปจากวัฏฏสงสารก็แทบจะมองไม่เห็นหรือไม่มีเลย การได้มาเกิดเป็นมนุษยชาตินี้แทบจะเรียกว่าเป็นโมฆะ คือเสียชาติเกิดหรือเสียเวลาเปล่า เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ซึ่งเกิดมาใช้กรรมถึงเวลาก็ตาย ทำบุญก็ไม่ได้ สะสมบุญบารมีก็ไม่เป็น ทำให้ช้าต่อการไปเมืองพระนิพพานไปอีกชาติหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบว่าเมื่อใดจึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก ถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ไม่มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา  ไม่ได้ศึกษาธรรมไตรสิกขา ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่ได้รักษาศีลภาวนา โอกาสที่บารมีจะแก่กล้าก็ริบหรี่ มนุษย์จำนวนมากที่ถูกอวิชชาโอฆะครอบงำ จะพากันช้าต่อการไปนิพพาน

จากหนังสือวัฏฏสงสารกับมรรคผลนิพพานโดยท่านอาจารย์แปลง สุวรรณกาญจน์

Related Articles