|
|
| ชาติกำเนิด |
|
พระวิสุทธาจารเถร นามเดิมว่า เทียม นามสกุล หาเรือนศรี เกิดเมื่อวันเสาร์
ขึ้น 3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2447
ในรัชกาลที่ 5 ณ ตำบล บ้านป้อม หมู่ที่ 7 อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ นายสุ่น มารดาชื่อ นางเลียบ
ประกอบอาชีพเป็นชาวนา |
| ศึกษาเบื้องต้น |
|
เมื่ออายุประมาณ
10 ปี บิดามารดาได้นำท่านมาฝากไว้ ณ วัดกษัตราธิราช เรียนหนังสือ
ก ข กับพระภิกษุมอน ผู้เป็นน้าชาย เมื่อพระภิกษุมอน ลาสิกขา
ท่านก็คงอยู่ เรียนหนังสือต่อไป โดยเป็นศิษย์ของ อาจารย์ปิ่น
ให้ช่วยสอนหนังสือให้ ในขณะเดียวกันก็ได้ ้ศึึกษาความรู้ทางด้านวิชาช่างเขียน
ช่างแกะสลักไปด้วย จากนั้นก็เป็นศิษย์ของอาจารย์จันทร์ เรียนภาษาขอมจนถึงอายุ
15-16 ปี จึงได้ออกจากวัด เพื่อช่วยทางครอบครัว ซึ่งประกอบอาชีพทำนา
|
| ผู้ใฝ่ในการศึกษา |
|
ขณะที่ช่วยบิดา
มารดา ประกอบอาชีพ ได้เริ่มเรียนวิชาไสยศาสตร์แบบ ลบผง ลงยันต์กับอาจารย์ทรัพย์
ผู้เป็นลุงและนายสุ่นผู้เป็นบิดา พร้อมกับเรียนวิชาธาตุกสิณ
กับนายเงิน ผู้เป็นอา เมื่อเรียนธาตุกสิณเป็นแนวทางแล้ว ได้เรียนวิชาการแขนงอื่นๆ
อีกหลายสาขาเช่น การประดับตกแต่ง เรียนช่างก่อสร้าง ช่างปูน
ช่างไม้ วิชากระบี่กระบอง และกลองแขกคู่ เป่าปี่ชวา เมื่อเรียนสำเร็จแล้วได้ออกไปแสดงตามสถานที่ต่างๆ
เช่น ในงานสำคัญต่างๆในจังหวัด เช่น งานพระราชทานผ้าพระกฐิน
ณ วัดสุวรรณดาราราม วัดเสนาสนาราม วัดศาลาปูน วัดตูมฯลฯ และได้เรียนวิชากระบี่กระบองเพิ่มเติมจากนายเขียว
บ้านห่อหมก อำเภอบางไทร ในระยะเวลาที่ว่างงานก็ได้ใช้วิชาที่เล่าเรียนมา
นำไปประกอบอาชีพเช่น รับจ้างเป็นช่างงานไม้ พอว่างจากงานไม้ก็ฝึกหัดแกะสลักหนังใหญ่
เมื่อหัดแกะได้ตามสมควรก็เริ่มออกแสดงเป็นครั้งคราว
|
| อุปสมบท |
|
ต่อมาเมื่ออายุ
20 ปี ท่านได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดกษัตราธิราช เมื่อวันศุกร์ขึ้น
4 ค่ำ เดือน 8 ปีชวด ตรงกับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2467 โ ดยมี
พระครูวินยานุวัติคุณ (มาก อินทโชติ) เจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราชเป็นพระอุปัชฌายะ
พระสมุห์หล่ำ วัดกษัตราธิราช เป้นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ทองดี
วัดพระงาม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายาว่า สิริปัญโญ เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระปริยัติธรรม
ณ สำนักเรียนวัดเสนาสนาราม 2 พรรษา และได้ศึกษากรรมฐานกับหลวงพ่อสี
วัดสนามชัย และอาจารย์จาบ วัดโบสถ์ อำเภอมหาราช ศึกษากับอาจารย์เหม็ง
วัดประดู่ทรงธรรม ครั้นพรรษาที่ 3 ไปศึกษา วิปัสสนากรรมฐาน กับหลวงพ่อม่วง
วัดโบสถ์ แล้วกลับมาอยู่ ณ วัดประดู่ทรงธรรม อีกครั้ง เพื่อศึกษาวิชา
สมถะฝ่ายกสิณ 10 อนุสสติ 10 ยุคล 6 จงกรม พร้อมด้วนเริ่มเรียนวิทยาคมต่างๆ
เช่น เป่า พ่น ปลุกเศก ลงเลขยันต์ ตามตำหรับวัดประดู่ทรงธรรม
จนถึงพรรษาที่ 9 จึงกลับมาอยู่ วัดกษัตราธิราช เนื่องจากพระครูวินยานุวัติคุณ
(มาก อินทโชติ) ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์ ของท่าน ได้อาพาธหนัก จึงได้มารับใช้สนองพระคุณของพระอุปัชฌาย์
การกลับมาครั้งนี้ของท่าน ท่านได้นำตำราพิชัยสงคราม กับตำรามหาระงับพิสดาร
รวมถึง ตำราเลขยันต์อื่นๆติดตัวมาด้วย จนกระทั่งจากพระครูวินยานุวัติคุณ
มรณภาพ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ส. 2477 หลังจากจัดการศพของท่านจากพระครูวินยานุวัติคุณ
เสร็จแล้วจึงเดินทางไปศึกษากรรมฐาน ณ วัดวรนาถบรรพต (วัดเขากบ)
จ.นครสวรรค์ เมื่อศึกษาสำเร็จได้ตามที่ท่านตั้งใจแล้ว ท่านจึงเดินทางกลับมายังวัดกษัตราธิราชตามเดิม
|
| รับตำแหน่งเจ้าอาวาส |
|
หลังจากที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง โดย
พระมหาสิน นันโท ลาสิกขาบท เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ส. 2483
พระครูไพจิตรวิหารการ (บัว สีลโสภโน) จากวัดประดู่ทรงธรรม ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าวาสสืบต่อ
ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 จนถึง พ.ศ. 2596 พระครูไพจิตรวิหารการ ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส
ทางคณะสงฆ์จึงเห็นสมควร แต่งตั้งให้ หลวงพ่อเทียม ซึ่งในคณะนั้นท่านดำรงสมณศักดิ์
พระใบฎีกา รักษาการแทน จนกระทั่งได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราช
ในปี พ.ศ.2496
|
| สมณศักดิ์และตำแหน่งหน้าที่ |
|
พ.ศ.
2474 เป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรมของพระครูวินยานุวัติคุณ (มาก)
ในตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ บางบาล
พ.ศ. 2496 เป็นเจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราช
วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2508 เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูพิพิธวิหารการ
เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี
วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2509 เป็นเจ้าคณะตำบลภูเขาทอง
วันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2512 เป็นพระอุปัชฌายะ
วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2514 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท
วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2517 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2522 ได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ
ที่พระวิสุทธาจารเถร ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
|
| อุปนิสัยของหลวงพ่อ |
|
ท่านเป้นพระเถระที่ฝักใฝ่อยู่ในวิปัสสนาธุระ
และมั่นคงอยู่ในเพศพรหมจรรย์ ตลอดชีวิตสมณะท่าน ท่านตั้งอยู่ในพรหมวิหาธรรม
ให้ความคุ้นเคย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ บุคคลทุกชั้นวรรณะ มิได้แสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง
อันเป็นเหตุให้อาคันตุกะได้รับความหนักใจ เพราะความที่ท่านเปี่ยมไป
ด้วยความเมตตากรุณา นั้นเอง ท่านจึงต้องใช้สังขารอย่าลำบากตรากตรำ
เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข ให้แก่บุคคล ผู้หันหน้ามาพึ่ง โดยท่านมิได้คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อย
ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลา ส่วนตัว กิจธุระนอกวัดก็มากขึ้นเป็นลำดับ
เมื่อกลับมาถึงวัดก็ควรได้รับการพักผ่อน พอถึงกุฏิ ก็ต้องมีบุคคลมารอพบหมายจะให้ท่านช่วยแก้ปัญหาทุกข์ร้อน
อยู่เป็นประจำ ด้วยความเมตตา และ กรุณาของท่านนี้เอง จึงมีผู้ศรัทธาเลื่อมใสในท่านเป็นจำนวนมาก
ท่านบำเพ็ญตน อยู่อย่างนี้ตลอดมา เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ความอบอุ่น
ร่มเย็นแก่ชาวบ้านและชาววัดตลอดมา ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล เมื่อมาถึงหลวงพ่อแล้วย่อมได้รับ
ความอนุเคราะห์ โดยทั่งหน้ากัน เป็นที่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก
|
| พระนักพัฒนา |
|
นอกจากจะมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข
ให้กับบุคคลทุกชั้นวรรณะแล้ว ท่านต้อง รับภาระอันหนักยิ่ง กล่าวคือ
การบูรณะปฏิสังขรณ์ปูชนียวัตถ ุและถาวรวัตถุภายในวัด ควบคู่กันไป
ปรากฏว่า ท่านเอาใจใส่งานก่อสร้างมากถึงกับ ลงมือ ทำด้วยตนเอง
จนกระทั่ง ทำด้วยตนเองไม่ได้ ท่านจะคอยควบคุมดูแลสั่งการ เพื่อให้งานนั้นๆ
เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย และได้ผลดี ด้วยความที่ท่านต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ
ต่องานก่อสร้างนี้เอง จึงเป็นเหตุให้ ท่านเกิดอาพาธ เป็นโรคอัมพาตขึ้นเมื่อประมาณกลางปี
พ.ศ.2517 จนท่านไม่สามารถจะ ไปไหนต่อไหนได้เหมือนแต่ก่อน แต่หลวงพ่อ
ท่านห่วงงานยิ่งกว่าสุขภาพ และสังขาร ตนเสียอีก ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า
เมื่อท่านป่วยเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ หลวงพ่อท่าน ก็นั่งรถเข็น
ให้พระภิกษ ุหรือสามเณรช่วยเข็นให้ท่านนั่งในตอนเช้า และตอนเย็น
เพื่อตรวจตรา ดูความเรียบร้อยภายใน วัดเป็นพระจำวัน โดยมิได้ย่อท้อสามารถควบคุม
และตรวจตรา งานก่อสร้างได้จนงานนั้นๆ สำเร็จเรียบร้อยหลายอย่าง
ดังปรากฏแก่สายตาของพวกเรา ทั้งหลายขณะนี้แล้ว
|
| ทูลเกล้าฯถวายตะกรุด |
|
ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราช
กุศลถวายผ้ากฐินส่วนพระองค์ ณ วัดศีลขันธาราม ตำบลอ่างแก้ว อำเภอโพธิ์ทอง
จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2517 ท่านจึงมอบให้พระสำรวย
ฐิตปุญโญ รองเจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราช นำรูปจำลองของท่านพร้อมด้วยตะกรุดมหาระงับแบบพิสดาร
ลงตามตำรับเดิมของ วัดประดู่ทรงธรรม เป็นโลหะตะกั่วถักด้วยด้ายและลงรักปิดทอง
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ยาม 12 นิ้ว ขึ้นทูลเกล้าถวายแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยมีหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายด้วยตนเองไม่ได้ เนื่องจากอาพาธด้วยโรคอัมพาตดังกล่าวแล้ว
จากนั้นไม่นาน ทางวัด กษัตราธิราชก็ได้รับแจ้งจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยูธยา
ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงทราบว่าเจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราชอาพาธ
มีพระราชประสงค์ จะนิมนต์ท่านเข้ารับการรักษาท ี่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร
ดังนั้นท่านจึง ได้เดินทางเข้าไปรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
โดยเป็นคนไข้ ในพระบรมราชานุเคราะห์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เป็นเวลา 1เดือนพอดี อาการดีขึ้นโดยลำดับ คณะแพทย์จึงอนุญาตให้กลับมาพักผ่อน
ที่วัดตามอัธยาศัย ในการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ทรงมีพระเมตตาต่อท่านครั้งนี้นับว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้
|
| มรณภาพ |
|
เมื่อวันที่
20 ธันวาคม พ.ศ. 2522 หลวงพ่อละสังขาร ด้วยอาการสงบ สิริอายุได้
75 ปี 55 พรรษา เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2544 จึงจัดให้มีการพระราชทานเพลิงศพ
พระวิสุทธาจารเถร |
|
|
|
|
| |